การอ่านและการใช้แผนที่
- วิธีการกำหนดตำแหน่งในแผนที่
- ระบบอ้างอิงในการกำหนดตำแหน่งและการบอกตำแหน่งของจุดใดๆ
ในแผนที่
- พิกัดภูมิศาสตร์
(Geographic Coordinates) เป็นระบบอ้างอิงบนพื้นผิวพิภพ
ตำแหน่งของจุดใดๆ
บนพื้นผิวพิภพสามารถกำหนดได้ด้วยค่าละติจูด(
Latitude )
และลองจิจูด
( Longitude )
โดยมีหลักการและวิธีการ
ดังนี้
ก) ละติจูด
- เส้นรอยตัดบนพื้นผิวพิภพที่เกิดจากการสมมติใช้พื้นราบตัดพิภพโดยให้พื้นราบนั้นตั้งได้ฉากกับแกนหมุนของพิภพเสมอ
เส้นรอยตัดดังกล่าวนั้นคือเส้นละติจูด
นิยมเรียกสั้นๆ
ว่า
เส้นขนาน
- ละติจูดศูนย์องศา
คือ
เส้นรอยตัดบนพื้นผิวพิภพ
ที่เกิดจากพื้นราบที่ตั้งได้ฉากกับแกนหมุนตัดผ่านจุดศูนย์กลางของพิภพ
เส้นรอยตัดเส้นนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
เส้นศูนย์สูตร
(Equator)
ซึ่งเป็นวงขนานละติจูดวงใหญ่ที่สุด
- ค่าละติจูดของวงละติจูดใด
คือ
ค่ามุมที่จุดศูนย์กลางของพิภพนับไปตามพื้นราบที่บรรจุแกนหมุนของพิภพ
เริ่มจากพื้นศูนย์สูตรถึงแนวเส้นตรงที่ลากจากจุดศูนย์กลางพิภพไปยังวงละติจูตนั้น
- ที่จุดขั้วเหนือของพิภพมีค่าละติจูดเท่ากับ
90 องศาเหนือ
และที่จุดขั้วใต้ของพิภพมีค่าละติจูดเท่ากับ
90 องศาใต้
- เนื่องจากพื้นของวงละติจูดศูนย์องศา
หรือพื้นศูนย์สูตร
เป็นพื้นที่ตัดผ่านจุดศูนย์กลางของพิภพ
วงศูนย์สูตรจึงถูกเรียกว่า
วงกลมใหญ่
ส่วนละติจูดอื่นๆ
เป็นวงกลมเล็ก
วงละติจูตจะมีขนาดเล็กลงๆ
เมื่อห่างวงศูนย์สูตรออกไปจนกระทั่งกลายเป็นจุดที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
- ระยะห่างระหว่างเส้นละติจูด
1 องศา
คิดเป็นระยะทางบนผิวพิภพประมาณ
111 กิโลเมตร (69
ไมล์) และ 1
พิลิปดา
มีระยะห่างประมาณ
30.48 เมตร (100 ฟุต)

ข) ลองจิจูด
- เส้นรอยตัดบนพื้นผิวพิภพที่เกิดจากการสมมติใช้พื้นราบตัดพิภพ
โดยให้พื้นราบผ่านแนวแกนหมุนของพิภพ
เส้นรอยตัดบนพื้นผิวพิภพดังกล่าวเรียกว่า
เส้นลองจิจูดหรือเส้นเมริเดียน
( Meridian)
- ลองจิจูดศูนย์องศา
คือเส้นลองจิจูดที่ผ่านหอส่งดาว
ณ เมืองกรีนิส
(Greenwich) ในประเทศอังกฤษ
มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
เมริเดียนหลัก
( Prime Meridian)
-
การกำหนดค่าลองจิจูด
คือค่าง่ามมุมที่จุดศูนย์กลางพิภพบนพื้นศูนย์สูตรโดยใช้แนวเส้นตรงที่ลากจากจุดศูนย์กลางพิภพมายังเมริเดียนหลักเป็นแนวเริ่มนับค่าง่ามมุมไปทางตะวันออก
180 องศา
เรียกว่า
ลองจิจูดตะวันออก
และนับค่าง่ามมุมไปทางตะวันตก
180 องศา
เรียกว่า
ลองจิจูดตะวันตก
เส้นลองจิจูดที่
180
องศาตะวันออกและตะวันตกเป็นเส้นเดียวกัน
-
ลองจิจูดทุกเส้นเป็นส่วนโค้งของวงกลมใหญ่(Great
Circle)
-
ระยะห่างระหว่างเส้นลองจิจูด
1 องศา
ตามเส้นศูนย์สูตร
คิดเป็นระยะทางประมาณ
111 กิโลเมตร (69
ไมล์) และ 1
พิลิปดา
มีระยะห่างประมาณ
30.48 เมตร (100 ฟุต)
แต่เนื่องจากเส้นลองจิจูตทุกเส้นจะไปบรรจบกันที่จุดขั้วเหนือและขั้วใต้ของพิภพ
ดังนั้น
ระยะห่างระหว่างเส้นลองจิจูดจึงน้อยลงๆ
เมื่อยิ่งห่างจากเส้นศูนย์สูตรออกไป
ค)
วิธีการบอกตำแหน่งของจุดใดๆ
ในแผนที่เป็นค่าพิกัดภูมิศาสตร์
- พิกัดภูมิศาสตร์
จะมีแสดงไว้บนแผ่นแผนที่มาตรฐานทั่วๆ
ไปและแผนที่บางชนิดมีเฉพาะระบบนี้เท่านั้น
ที่ใช้ในการบอกตำแหน่งของจุดใดๆ
ในแผนที่
- เส้นขอบระวาง(
neat lines)
ของแผนที่ภูมิประเทศแบบมาตรฐานซึ่งผลิตขึ้นใช้ในประเทศไทยปัจจุบัน
และที่นิยมใช้กันอยู่เกือบทั่วโลกขณะนี้
เส้นขอบบนและเส้นขอบล่างเป็นเส้นละติจูด
เส้นด้านข้างทั้งสองเส้นเป็นเส้นลองจิจูดค่าของเส้นละติจูดและลองติจูดจะมีกำกับไว้ที่มุมทั้ง
4
ของขอบระวางแผนที่
ตามแนวเส้นขอบระวางแผนที่จะแสดงขีดส่วนแบ่งย่อยของค่าละติจูดและลองติจูดไว้ทั้งสี่ด้าน
ถ้าต่อแนวเส้นตรงของขีดส่วนแบ่งย่อยดังกล่าวที่อยู่ตรงข้ามทั้ง
4 ด้าน
เข้าไปภายในของระวางแผนที่แล้วจะพบเครื่องหมายกากบาทอันเป็นส่วนตัดกันของขีดส่วนแบ่งย่อยละติจูดและลองติจูด
ความห่างของขีดส่วนแบ่งย่อยละติจูดและลองติจูดจะเป็นเท่าไรขึ้นอยู่กับขนาดมาตราส่วนของแผนที่
2. พิกัดกริด (Grid
Coordinates)
พิกัดกริดเป็นพิกัดตารางสี่เหลี่ยมประกอบด้วยเส้นตรง
2 ชุด คือ
เส้นตรงขนานกันในแนวนอนและเส้นตรงขนานกันในแนวตั้ง
เส้นตรงทั้ง
2 ชุดนี้จะตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก
เส้นตรงขนานดังกล่าวจะพิมพ์ไว้บนแผ่นแผนที่
ที่เรียกว่า
เส้นกริด
แต่ละเส้นมีตัวเลขแสดงค่าพิกัดกริดนับจากจุดศูนย์กำเนิด(
Origin)
ของระบบพิกัดกริดนั้น
ขนาดระยะห่างระหว่างเส้น
กริดคู่หนึ่งๆ
ย่อมคงที่เสมอและจะมีระยะจริงตรงกับภูมิประเทศเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับขนาดมาตราส่วนของแผนที่ที่ผลิตขึ้นใช้
จุดศูนย์กำเนิดของระบบพิกัดกริดจะใช้ศูนย์กำเนิดจริง
(True Origin)
หรือศูนย์กำเนิดสมมติ
(False Origin)
ย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละระบบ
ระบบพิกัดกริดมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะพิกัดกริดที่นิยมใช้ในกิจการทหาร (
Military Grid)
ยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น
ก. พิกัดกริดยูนิเวอร์ซัลทรานสเวอร์สเมอร์เคเตอร์
(Universal Transverse Mercator Grid) แผนที่มาตราส่วนใหญ่และมาตราส่วนปานกลางที่ใช้ในกิจการทหารส่วนมาก
นอกจากจะมีระบบพิกัดภูมิศาสตร์
( Geographic Coordinates)
แล้วยังมีระบบกริดที่ใช้ช่วยในการกำหนดตำแหน่งและใช้อ้างอิงในการบอกตำแหน่งอีกด้วย
การบอกตำแหน่งโดยอาศัยระบบกริดมีส่วนดีและสะดวกกว่าใช้ระบบพิกัดภูมิศาสตร์
เพราะตารางกริดมีขนาดเท่ากันและรูปร่างเหมือนกันทุกตาราง
และพิกัดกริดให้ค่าเป็นระยะทางซึ่งง่ายแก่การกำหนดดีกว่าค่าง่ามมุม
ระบบ UTM กริด
มีลักษณะโดยย่อดังนี้
(1)
ใช้ร่วมกับโปรเจคชั่นแบบ
TRANSVERSE MERCATOR( Gauss Kruger)
โดยแบ่งพิภพออกเป็นโซนละ
6 องศา
ตามลองจิจูด
โซนที่ 1
อยู่ระหว่างลองจิจูด
180
องศาตะวันตก
กับลองจิจูด
174
องศาตะวันตก
นับต่อเนื่องไปทางตะวันออกรอบพิภพรวม
60 โซน
ซึ่งโซนที่
60
จะอยู่ระหว่างลองจิจูด
174
องศาตะวันออกกับลองจิจูด
180
องศาตะวันออก
(2)
สำหรับประเทศไทยใช้รัศมีของพิภพตามค่า
Equatorial semi-axis a = 6,377,276.34518
เมตร ของ EVEREST
SPHEROID
(3) ระบบพิกัด
UTM กริด
คลุมบริเวณตั้งแต่ละติจูด
80 องศาใต้
ถึงละติจูด
84 องศาเหนือ
(4) หน่วยที่ใช้ในการวัดเป็นเมตร
โดยมีจุดศูนย์กำเนิดอยู่ที่จุดตัดกันระหว่างเส้นศูนย์สูตรกับเส้นเมริเดียนย่านกลาง
( Central Meridian)
ของแต่ละโซน
(5) ค่าพิกัดมี
2 ค่า คือ
พิกัดทางเหนือ
(Northing)
ใช้อักษรย่อว่า
N และ
พิกัดทางตะวันออก
(Easting)
ใช้อักษรย่อว่า
E
(6) ค่าพิกัดของจุดศูนย์กำเนิดของแต่ละโซนเป็นค่าพิกัดสมมติเพื่อหลีกเลี่ยงค่าพิกัดที่เป็นลบ
โดยกำหนดให้
- พิกัดของจุดศูนย์กำเนิดของแต่ละโซนทางซีกโลกเหนือ
False northing = 0 เมตร
False easting = 500, 000 เมตร
- พิกัดของจุดศูนย์กำเนิดของแต่ละโซนทางซีกโลกใต้
False northing = 10,000,000 เมตร
False easting = 500, 000 เมตร
(7) แต่ละโซนมีขนาดพื้นที่เท่ากัน
แผนที่ที่คลุมบริเวณของแต่ละโซนมีขนาดเท่ากัน
สำหรับแผนที่มาตราส่วนใหญ่จะมีส่วนเหลื่อมล้ำกันออกไปสองข้างรอยต่อโซนข้างละ
30 ลิปดา
หรือ 25 ไมล์
เพื่อประโยชน์ในงานสำรวจด้านวิศวกรรมและการตรวจการยิงของปืนใหญ่
(8) เส้นกริดในทางตั้งจะขนานกับเมริเดียนย่านกลางของแต่ละโซน
ส่วนเส้นกริดทางแนวนอนจะขนานกับเส้นศูนย์สูตร
(9) การกำหนดโซนของกริด
(Grid Zone Designation)
- ระหว่างละติจูด
80
องศาใต้กับละติจูด
84
องศาเหนือแบ่งออกเป็น
20 ส่วนๆ ละ 8
องศา
เฉพาะส่วนบนสุดเท่านั้นที่มีขนาด
12 องศา
แต่ละส่วนใช้อักษรกำกับ
เริ่มจากอักษร
C
ที่เป็นส่วนใต้สุด
(ระหว่างละติจูด
80-72 องศาใต้)
ขึ้นไปตามลำดับถึงอักษร
X
ยกเว้นอักษร
I กับ O
- ระหว่างลองจิจูด
180
องศาตะวันตกเวียนไปทางตะวันออกถึงลองจิจูด
180
องศาตะวันออก
แบ่งออกเป็น
60 ส่วนๆ ละ 6
องศา
แต่ละส่วนใช้ตัวเลขกำกับ
เริ่มส่วนที่
1
ระหว่างลองจิจูด
180
องศาตะวันตกกับ
174
องศาตะวันตก
นับไปทางตะวันออก
จนถึงส่วนที่
60
ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายอยู่ระหว่างลองจิจูด
174
องศาตะวันออกกับ
180
องศาตะวันออก
(ลองจิจูด 180
องศาตะวันตกกับลองจิจูด
180
องศาตะวันออกเป็นเส้นเดียวกัน)
(10) การกำหนดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแสนเมตร(100,000
meter square identification ) -
เริ่มจากลองจิจูด
180
องศาตะวันตกนับไปตามเส้นศูนย์สูตรไปทางตะวันออกทุกๆ
ระยะ 100,000 เมตร
ให้อักษรกำกับ
เริ่มจากอักษร
A ถึง Z
ยกเว้นอักษร
I กับ O
จะมีชุดตัวอักษรซ้ำกันทุกๆ
8 องศา หรือ 3
โซน
-
ตามแนวเหนือ-ใต้
ซีกโลกภาคเหนือเฉพาะโซนหมายเลขคี่
เริ่มจากเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปทุกๆ
ระยะ 100,000 เมตร
ให้ตัวอักษรกำกับเริ่มจากอักษร
A ขึ้นไป
ตามลำดับถึงอักษร
V ยกเว้น I กับ
O
ส่วนโซนหมายเลขคู่เริ่มนับจากจุดที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรลงไป
500,000 เมตร ระยะ
100,000
เมตรแรกใช้อักษร
A
กำกับและให้อักษรกำกับทุกๆ
ระยะ 100,000
เมตรขึ้นมาตามลำดับจนถึงอักษร
V
ยกเว้นอักษร
I กับ O
จะมีชุดอักษรซ้ำกันทุกๆ
ระยะ 2,000,000 เมตร
(11) การบอกค่าพิกัดกริดของระบบ
UTM กริดที่สมบูรณ์จะต้องบอกตามลำดับดังต่อไปนี้
(ก)
บอกให้ทราบชื่อโซนของกริด
( Crid Zone Designation ) เช่น 3P
(ข)
บอกให้ทราบชื่อรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแสนเมตร
เช่น ( 100,000 meter square identification)
เช่น MN
(ค)
บอกค่าพิกัดกริดของจุดที่พิจารณา
ตามขนาดความละเอียดที่ต้องการ
เช่น
24, 2142, 218427, 21834279
..
(12) การบอกค่าพิกัด
UTM กริดของจุดใดๆ
ขณะปฏิบัติการในโซนเดียวกัน
เพื่อความรวดเร็วนิยมบอกเป็นค่าพิกัด
E และ N
เฉพาะหลักหมื่น
หลักพัน (ซึ่งในแผนที่
1: 50,000 ชุด L 708 และ L
7017
จะพิมพ์ไว้เป็นตัวเลขใหญ่กำกับเส้นกริด)
และหลักร้อยซึ่งประมาณได้ในแผนที่
เช่น 218427
218 คือค่า E ( 8
คือ
หลักร้อยที่ประมาณได้)
427 คือค่า N ( 7
คือ
หลักร้อยที่ประมาณได้)
(13) การบอกค่าพิกัดของระบบ
UTM กริดของจุดใดๆ
ในโซนเดียวกันซึ่งต้องการค่า
E และ N
ที่สมบูรณ์
จะต้องเขียนให้ครบตามค่าพิกัดที่นับจากศูนย์สมมติ
เช่น
พิกัดของจุด
ก. E = 748,600 เมตร N = 1,546,415 เมตร
พิกัดของจุด
ข. E = 801,502 เมตร N = 1,643,712 เมตร
(14) ปกติเส้นกริดของระบบ
UTM
จะมีค่าประจำอยู่ทุกเส้นระยะระหว่างเส้นสามารถอ่านประมาณได้ใกล้เคียงถึง
1/10
ของระยะห่างระหว่างเส้นกริดนั้น
ถ้าต้องการอ่านให้ละเอียดถูกต้องกว่านั้นก็จำเป็นต้องใช้
Coordinate Scale
ช่วยในการอ่านในรูปที่แสดงไว้จะเห็นตัวอย่างของ
Coordinate Scale
ที่ใช้อ่านพิกัดกริดของแผนที่มาตราส่วนต่างๆ
ซึ่งผู้ใช้แผนที่สามารถสร้างขึ้นใช้เองได้
ข. พิกัดยูนิเวอร์ซัลโพล่าร์
สเตริโอกราฟฟิค(
The Universal Polar Stereographic Grid)
ระบบ UPS
มีลักษณะโดยย่อดังต่อไปนี้
- ใช้ร่วมกับโปรเจคชั่นแบบ
Polar Stereographic
- ระบบพิกัด
UPS
คลุมบริเวณตั้งแต่ละติจูด
84
องศาเหนือขึ้นไปถึงขั้วโลกเหนือและบริเวณตั้งแต่ละติจูด
80 องศาใต้
ลงไปถึงขั้วโลกใต้
ซึ่งเป็นบริเวณพื้นผิวพิภพที่ไม่ได้ถูกครอบคลุมด้วยระบบ
UTM
- ลักษณะเส้นกริดของระบบ
UPS
คล้ายกับลักษณะเส้นกริดของ
UTM คือ
ประกอบด้วยเส้นตรงขนานสองชุดตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก
แต่เส้นกริดในแนวยืนระบบ
UPS
ขนานกับเส้นลองจิจูด
0 และ 180 องศา
เส้นกริดในแนวนอนขนานกับเส้นลองจิจูด
90 องศา
- ศูนย์กำเนิดของเส้นกริดอยู่
ณ
ขั้วของพิภพ
โดยสมมติให้มีค่า
EASTING =2,000,000 เมตร
และค่า NORTHING = 2,000,000
เมตร
- การกำหนดโซนของกริด
( Grid Zone Designation)
ใช้เส้นลองจิจูด
0 และ 180 องศา
เป็นเส้นแบ่งพื้นที่บริเวณขั้วโลกที่ระบบนี้ครอบคลุมอยู่ออกเป็นสองส่วน
เป็นส่วนตะวันตกและส่วนตะวันออก
ทางขั้วโลกเหนือใช้อักษร
Y และ Z กำกับ
ส่วนทางขั้วโลกใต้ใช้อักษร
A และ B กำกับ
ค. The World Geographic Reference System (GEOREF) GEOREF
เป็นระบบอ้างอิงที่ใช้ในการกำหนดตำแหน่งที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ
เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้
ซึ่งสามารถใช้ได้กับแผนที่ใดๆ
ที่มีค่าละติจูดและลองจิจูดกำกับอยู่ด้วย
ระบบยีออเรฟมีกฎการแบ่งที่สามารถจดจำได้ง่ายๆ
ดังนี้
(1)
แบ่งผิวพิภพตามค่าลองจิจูดออกเป็น
โซน(zone) โซนละ 15
องศา
เริ่มโซนแรกระหว่างลองจิจูด
180 องศา กับ 165 องศา
ตะวันตก
นับเวียนไปทางตะวันออกได้
24
โซนให้อักษรประจำโซน
เริ่มตั้งแต่อักษร
A ถึง Z
ยกเว้นอักษร
I กับ O
(2) แบ่งผิวพิภพตามค่าละติจูดออกเป็นแถบ
( band ) แถบละ 15
องศา
เริ่มจากขั้วโลกใต้ไปหาขั้วโลกเหนือได้
12 แถบ
ให้อักษรประจำแถบ
เริ่มตั้งแต่อักษร
A ถึงอักษร M
ยกเว้นอักษร
I
(3) การแบ่งตามข้อ
(1) และ (2)
จะทำให้ผิวพิภพถูกแบ่งออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ซึ่งกั้นด้วยละติจูดและลองจิจูด
ห่างกัน 15
องศา
รวมทั้งสิ้น
288 รูป
แต่ละรูปมีอักษร
2 ตัว กำกับ
การอ่านอักษรประจำรูปสี่เหลี่ยมคงถือหลักการอ่านจากซ้ายไปขวาแล้วขึ้นบน
( Read Right-Up)
(4)
แบ่งรูปสี่เหลี่ยม15
องศา X 15องศา
ตามที่กล่าวแล้วในข้อ
(3)
นั้นออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อยขนาด
1 องศา X 1 องศา
จำนวน 225 รูป
คือ
แบ่งตามลองจิจูดออกเป็นโซนละ
1 องศา ได้ 15
โซน
ให้อักษรประจำโซนเริ่มจากตะวันตกไปตะวันออก
ตั้งแต่อักษร
A ถึงอักษร Q
ยกเว้นอักษร
I กับ O
และแบ่งตามละติจูตออกเป็นแถบละ
1 องศา ได้ 15
แถบให้อักษรประจำแถบ
เริ่มจากใต้ไปเหนือ
ตั้งแต่
อักษร A
ถึงอักษร Q
ยกเว้นอักษร
I กับ O
ดังนั้นการบอกตำแหน่งของรูปสี่เหลี่ยมขนาด
1 องศา X 1 องศา
นี้จึงบอกเป็นตัวอักษรสี่ตัว
คือ
อักษรสองตัวแรกเป็นอักษรประจำรูปสี่เหลี่ยม
ขนาด 15 องศา X 15
องศา
ที่รูปสี่เหลี่ยมขนาด
1 องศา X 1 องศา
ประจำอยู่และอักษรสองตัวหลังเป็นอักษรประจำรูปสี่เหลี่ยมขนาด
1 องศา X 1 องศา
เอง
(5)
ในรูปสี่เหลี่ยมขนาด
1 องศา X 1 องศา
ดังกล่าวแล้วในข้อ
(4) นั้น แบ่ง
ออกเป็นรูปเหลี่ยมขนาด
1 ลิปดา X 1
ลิปดา จำนวน
3,600 รูปคือ
แบ่งตามลองจิจูด
จากตะวันตกไปทางตะวันออกโซนละ
1 ลิปดา ได้
60 โซน
ให้ตัวเลขประจำโซนเริ่มด้วย
00, 01
.. ถึง 59
และแบ่งตามละติจูดจากใต้ไปเหนือเป็นแถบละ
1 ลิปดา ได้ 60
แถบ
ให้ตัวเลขประจำแถบเริ่มด้วยเลข
00,01
.. ถึง 59
การอ่านค่าคงถือหลักอ่านจากซ้ายไปขวาแล้วขึ้นบนเช่นเดียวกัน
ดังนั้นการกำหนดตำแหน่งของรูปสี่เหลี่ยมขนาด1 ลิปดา X 1 ลิปดา
จึงบอกเป็นค่าที่ประกอบด้วยตัวอักษรสี่ตัวและเป็นตัวเลขสี่ตัว
(6)
ในรูปสี่เหลี่ยมขนาด
1 ลิปดา X 1
ลิปดา
ดังกล่าวแล้วในข้อ
(5)
สามารถที่จะแบ่งออกไปได้ด้านละ
10 ส่วน
ทั้งตามค่าละติจูดและค่าลองติจูด
ส่วนหนึ่งๆ
จึงมีค่าเท่ากับ
0.1 ลิปดา
สรุปแล้วการกำหนดค่าของจุดใดๆ
ในระบบ GEOREF
จึงกำหนดเป็นค่าพิกัดที่ประกอบด้วยตัวอักษร
4 ตัว และ
ตัวเลข 6 ตัว
โดยอาศัยหลักการอ่านจากซ้ายไปขวาแล้วขึ้นบน
3. การกำหนดตำแหน่งในแผนที่
เมื่อใช้แผนที่ในภูมิประเทศ
เมื่อนำแผนที่ไปใช้ในภูมิประเทศ
สิ่งที่ผู้ใช้แผนที่ควรจะต้องทราบและสามารถปฎิบัติได้ซึ่งถือเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ใช้แผนที่
มีอยู่ 3
เรื่อง
ดังนี้
1) การวางแผนที่ให้ถูกทิศทาง
การวางแผนที่ให้ถูกทิศทางเป็นการปฎิบัติขั้นแรกของการใช้แผนที่ในภูมิประเทศเมื่อแผนที่ถูกวางให้ถูกทิศทางแล้ว
ทิศเหนือในแผนที่จะชี้ไปทางทิศเหนือในภูมิประเทศ
ทิศทางของรายละเอียดใดๆ
ที่มีแสดงไว้ในแผนที่ก็จะอยู่ในทิศทางที่สมจริงกับรายละเอียดที่ตรงกันซึ่งปรากฏอยู่ในภูมิประเทศ
ก) วิธีวางแผนที่ให้ถูกทิศทางที่สามารถกระทำได้เร็วที่สุด
คือ
วิธีการใช้เข็มทิศ
โดยวางเข็มทิศให้ขอบตลับเข็มทิศทาบขนานไปตามแนวทิศเหนือในแผนที่
หมุนแผนที่ซึ่งมีตลับเข็มทิศวางทาบทับอยู่นั้นไปจนกว่าปลายเข็มทิศแม่เหล็กจะชี้ตรงเครื่องหมายแสดงทิศเหนือในตลับเข็มทิศ
ขณะหมุนแผนที่จะต้องคอยระวังอย่าให้ขอบตลับเข็มทิศเคลื่อนจากแนวทิศเหนือของแผนที่
ข) ในกรณีที่ไม่มีเข็มทิศใช้ก็สามารถวางแผนที่ให้ถูกทิศได้
โดยอาศัยการวางแผนที่ให้รายละเอียดที่มีอยู่ในแผนที่
ชี้ไปในทิศทางเดียวกันกับรายละเอียดที่ตรงกัน
ซึ่งปรากฏอยู่ในภูมิประเทศ
เพื่อความมั่นใจในการจัดวางโดยวิธีนี้ควรจะใช้รายละเอียดที่เห็นเด่นชัดอย่างน้อย
2 ที่หมาย
ค)ในกรณีที่ไม่มีรายละเอียดในภูมิประเทศเพียงพอหรือมีแต่ไม่สามารถใช้เป็นที่หมายในการจัดวางแผนที่ให้ถูกทิศทางได้ก็จำเป็นต้องใช้วิธีหาแนวทิศเหนือในภูมิประเทศ
ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในเรื่องการหาทิศทางโดยอาศัยธรรมชาติช่วยในตอนต่อไป
เมื่อกำหนดแนวทิศเหนือในภูมิประเทศได้แล้วก็สามารถวางแผนที่ให้ทิศเหนือในแผนที่ชี้ไปทางทิศเหนือในภูมิประเทศได้
2) การหมายจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้ลงในแผนที่
ผู้ใช้แผนที่ในภูมิประเทศจะต้องทราบอยู่ตลอดเวลาว่าขณะที่ตนอยู่ในภูมิประเทศนั้นอยู่ตรงจุดใดในแผนที่
วิธีหมายจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้ลงในแผนที่มีวิธีปฏิบัติได้หลายอย่าง
ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของผู้ใช้
เครื่องมือและอุปกรณ์
ย่านเวลาและสิ่งแวดล้อมฯ
ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นวิธีการง่ายๆ
ซึ่งผู้ใช้แผนที่โดยทั่วไปสามารถปฏิบัติได้
ก) วิธีหมายจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้ลงในแผนที่อย่างง่ายที่สุด
คือ
การตรวจสอบดูว่าใน
ภูมิประเทศบริเวณใกล้เคียงที่ตนอยู่นั้นมีอะไรเป็นที่สังเกตได้บ้าง
เช่น
ทางร่วม
ทางแยก
ลูกเนิน
หนอง คลอง
บึง ชายป่า
อาคาร ฯลฯ
แล้วตรวจดูรายละเอียดที่ตรงกันในแผนที่ประมาณตำแหน่งลงไปให้ใกล้เคียงที่สุด
ข) วิธีเล็งสกัดกลับ
(Resection)
เป็นวิธีหมายจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้ลงในแผนที่วิธีหนึ่งซึ่งอาศัยแนวเล็งผ่านจุดที่กำหนดได้แน่นอน
ซึ่งมีอยู่ตรงกันทั้งในแผนที่และใน
ภูมิประเทศ
2 ทิศทาง
ขีดแนวเล็งทั้งสองนั้นกลับมาตัดกัน
จุดตัดกัน
ของแนวเล็ง
ดังกล่าวคือตำแหน่งของผู้ใช้แผนที่
3) การกำหนดตำแหน่งของที่หมายในภูมิประเทศลงในแผนที่
วิธีที่จะกำหนดตำแหน่งของที่หมายใดๆ
ในภูมิประเทศลงไปในแผนที่
กระทำได้หลายวิธี
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิธีการง่ายๆ
ซึ่งผู้ใช้แผนที่ทั่วไปสามารถปฏิบัติได้
ดังนี้
ก) วิธีที่ง่ายที่สุด
คืออาศัยพิจารณารายละเอียดที่ปรากฏอยู่ใกล้ๆ
โดยรอบที่หมายนั้นในภูมิประเทศ
และรายละเอียดดังกล่าวมีแสดงไว้แล้วในแผนที่เป็นหลักประมาณระยะห่างและทิศทางเทียบเคียงแล้วก็กำหนดตำแหน่งของที่หมายลงไปในแผนที่ได้ทันที
ข) วิธีเล็งสกัดตรง(
Intersection )
เป็นวิธีการกำหนดตำแหน่งของที่หมายใดๆ
ในภูมิประเทศ
ที่ไม่มีปรากฏอยู่ก่อนในแผนที่เพิ่มเติมลงในแผนที่
โดยอาศัยการเล็งแนวจากจุดที่กำหนดได้แน่นอนในแผนที่อย่างน้อย
2 จุด
ไปยังที่หมายนั้น
- วิธีการพิจารณาลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศจากแผนที่
วิธีการแสดงลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศหลายวิธี
แต่ละวิธีมีหลักการแสดงและวิธีการพิจารณาลักษณะความสูงต่ำและรูปแบบของพื้นผิวภูมิประเทศ
ดังนี้
- เส้นชั้นความสูง
( Contour Lines )
ก) เส้นชั้นความสูง
คือ
เส้นที่แสดงไว้ในแผนที่
โดยสมมติว่าเป็นเส้นที่ลากผ่านจุดบนพื้นผิวพิภพที่มีระดับความสูงเท่ากัน
ข) เส้นชั้นความสูง
แสดงระยะตามแนวยืน
เหนือหรือใต้พื้นหลักฐานการระดับตามปกติเส้นชั้นความสูงเส้นที่มีค่าเป็นศูนย์อยู่ที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง
(
ใช้ระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นพื้นหลักฐานการระดับ
)
ดังนั้นเส้นชั้นความสูงแต่ละเส้นที่มีค่าเป็นบวกจึงเป็นเส้นชั้นความสูงที่แสดงค่าความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางและเส้นชั้นความสูงที่มีค่าเป็นลบเป็นเส้นชั้นความสูงที่แสดงค่าความสูงใต้ระดับน้ำทะเลปานกลาง
ระยะตามแนวยืนระหว่างเส้นชั้นความสูงเรียกว่า
ช่วงห่างเส้นชั้นความสูง
(Contour
Interval)
ค่าช่วงห่างระหว่างเส้นชั้นความสูงในแผนที่จะแจ้งไว้ในรายการนอกขอบระวาง
แผนที่ลายเส้นซึ่งพิมพ์สีโดยทั่วไปจะพิมพ์เส้นชั้นความสูงเป็นสีน้ำตาล
และทุกๆ
ห้าเส้นจะเป็นเส้นหนากว่าปกติ
เส้นดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า
เส้นชั้นความสูงหลัก
( Index Contour)
เส้นชั้นที่อยู่ระหว่างเส้นชั้นความสูงหลักเรียกว่า
เส้นชั้นความสูงรอง
( Intermediate Contours)
เป็นเส้นที่บางกว่าและไม่มีตัวเลขแสดงค่ากำกับ
ค) การหาค่าความสูงของจุดใดๆ
ในแผนที่ที่แสดงความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศด้วยเส้นชั้นความสูง
ง) ในแผนที่บริเวณที่เส้นชั้นความสูงมีระยะห่างตามแนวนอนมาก
เช่น
บริเวณที่มีมุมของลาดน้อยหรือบริเวณที่ใกล้จะเป็นพื้นราบ
ย่อมเป็นการยากที่จะประมาณค่าความสูงของจุดต่างๆ
ให้ใกล้เคียงความจริงได้
ในกรณีเช่นนี้ผู้ผลิตแผนที่นิยมเขียน
เส้นชั้นแทรก
(Supplementary Contours)
เพิ่มขึ้นในบริเวณนั้น
เส้นชั้นแทรกที่เขียนขึ้นจะมีลักษณะเป็นเส้นประสีน้ำตาล
แสดงค่า
ครึ่งหนึ่งของช่วงห่างเส้นชั้นความสูง
จ) นอกจากจะแสดงลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศด้วยเส้นชั้นความสูงแล้ว
ใน
แผนที่แผ่นเดียวกันนั้นยังอาจมีหมุดหลักฐานการระดับหรือจุดที่บอกค่าความสูงอยู่ในบางบริเวณด้วย
ตามปกติจะแสดงจุดที่บอกค่าความสูงไว้ตามยอดภูเขา
ยอดเนิน
คอเขา
จมูกเขา
ทางแยก
และบริเวณที่เส้นชั้นความสูงอยู่ห่างกันมากๆ
ฯลฯ
ฉ) ระยะห่างทางแนวนอนของเส้นชั้นความสูงและรูปแบบของเส้นชั้นความสูงแสดงให้เห็นถึงลักษณะความสูงต่ำและรูปแบบของพื้นผิวภูมิประเทศ
ช) การหาความลาดจากเส้นชั้นความสูง
ความลาด
คือ
อัตราส่วนของความต่างในทางระดับระหว่างจุด
2 จุด
กับระยะตามแนวนอนระหว่างจุดสองจุดนั้น
หรือ
ความลาด =
ระยะตามแนวยืน / ระยะตามแนวนอน
ระยะตามแนวนอนระหว่างจุดสองจุดที่จะพิจารณาความลาด
สามารถหาได้ด้วยการวัดระยะระหว่างจุด
2
จุดนั้นในแผนที่ด้วยบรรทัด
แล้วแปลงเป็นระยะจริงในภูมิประเทศ
หรืออ่านค่าพิกัดของจุดทั้งสองแล้วคำนวณหาระยะก็ได้
ระยะตามแนวยืนสามารถหาได้ด้วยการอ่านค่าจากเส้นชั้นความสูงของจุดทั้งสอง(จุดต้นและจุดปลายลาดที่พิจารณา)
ตามวิธีหาค่าความสูงของจุดโดยอาศัยเส้นชั้นความสูงนำมาหักลบกันก็จะได้ความสูงต่างหรือระยะตามแนวยืน(ระยะตามแนวนอนและระยะตามแนวยืนต้องเป็นหน่วยเดียวกัน)
2. แถบสี ( Layer Tinting )
ในแผนที่มาตราส่วนเล็กที่พิมพ์หลายสีมักจะใช้แถบสีแสดงระดับความสูงต่ำของพื้นผิว
ภูมิประเทศโดยกำหนดแถบสีต่างๆ
ตามช่วงของระดับความสูง
เช่น
บนภาคพื้นดิน
ใช้สีเขียวแก่กับช่วงระดับ
ที่ต่ำสุด
สูงขึ้นไปใช้สีเขียวอ่อน
สีเหลือง
สีเหลืองแก่
สีส้ม และ
สีแดง ฯลฯ
ตามลำดับ
ในทะเลหรือมหาสมุทรบริเวณที่ตื้นที่สุดใช้สีขาว
ลึกลงไปใช้สีน้ำเงินอ่อน
และเพิ่มความเข้มของสีน้ำเงินขึ้นเรื่อยๆ
ตามความลึกจนกระทั่งถึงสีน้ำเงินเข้มที่สุดที่ความลึกสุด
เป็นต้น
การใช้สีแสดงความสูงอาจใช้สีแตกต่างไปจากที่กล่าวมาแล้วทั้งนี้ขึ้นอยู่กับออกแบบแผนที่ที่จะคิดค้นสีขึ้นใช้ให้ผู้ใช้แผนที่มองเห็นลักษณะความสูงต่ำของผิวภูมิประเทศ
สอดคล้องกับที่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาติ
3. เส้นลายขวานสับ
( Hachures )
แผนที่ที่มีขนาดมาตราส่วนเล็กมากนิยมใช้เส้นลายขวานสับแสดงภาพของภูเขามาตั้งแต่
สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ลักษณะของเส้นลายขวานสับเป็นขีดสั้นๆ
ปลายข้างหนึ่งหนาอีกข้างหนึ่งบาง
คล้ายลอยปลายคมขวางที่สับลงบนแผ่นกระดาน
นักแผนที่สมัยก่อนจึงนิยมเรียกลายขวานสับ
ลายขวานสับจะใช้ร่วมกันเรียงเป็นแถว
เป็นวงซ้อนๆ
กัน
แล้วแต่ลักษณะภูมิประเทศปลายด้านบางของลายขวานสับจะชี้ลงสู่ที่ต่ำ
ลายขวานสับถ้าใช้แสดงภูเขาหรือลูกเนินเป็นวง
ๆ
ความถี่ของลายขวานสับจะมีมากบริเวณใกล้ยอดเขาและค่อยๆ
ห่างออกสำหรับวงที่มีระดับต่ำลงมาตามลำดับ
4. เงา ( Shaded Relief) การให้เงาเป็นวิธีการหนึ่งของการแสดงลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศ
หลักการให้เงา
นิยมถือหลักว่ามีแสงส่องมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้านที่อยู่ตรงข้ามกับทิศทางที่แสงส่องจะเกิดเงาสีดำ
ความต่างของความเข้มของเงาจะช่วยให้เห็นลักษณะความสูงต่ำที่แตกต่างกัน
ที่สูงชันเงาจะเข้มมาก
ถ้าเป็นที่ลาดเงาจะมีสีจาง
5. เส้นรูปลักษณะ
( Form Lines) เป็นเส้นที่เขียนขึ้นตามรูปลักษณะของลูกเนินหรือภูเขา
มองดูคล้ายเส้นชั้นความสูง
แต่เส้นรูปลักษณะไม่ได้ลากผ่านจุดที่มีความสูงเท่ากันไม่มีค่าสัมพันธ์กับพื้นหลักการระดับใดๆ
แม้ว่าจะพยายามเขียนโดยมีแนวความคิดว่าให้ขนานกับพื้นระดับน้ำทะเลปานกลางก็ตาม
แต่ก็เป็นไปโดยประมาณเท่านั้น
จึงไม่สามารถจะหาค่าความสูงใดๆ
จากเส้นรูปลักษณะได้มีประโยชน์เพียงให้นึกภาพความสูงต่ำของลักษณะภูมิประเทศบริเวณนั้นออกเท่านั้น
ก. ระยะ
ระยะในภูมิประเทศจริงนั้นมีอยู่
3 ชนิดคือ
1)
ระยะตามแนวนอน
( Horizontal Distance ) ได้แก่
ระยะห่างระหว่างสองจุดที่วัดไปตามแนวระดับ
( Horizontal Line )
2)
ระยะตามแนวยืน
( Vertical Distance ) ได้แก่
ระยะห่างระหว่างจุดสองจุดที่วัดไปตามแนวเส้นดิ่ง
( Vertical Line )
3) ระยะตามลาด (
Slope Distance ) ได้แก่
ระยะห่างระหว่างจุดสองจุดที่วัดไปตามลาด
( Slope )
ข.
ความสัมพันธ์ระหว่างมาตราส่วนของแผนที่กับระยะ
มาตราส่วนของแผนที่
( Map Scale ) คือ
อัตราส่วนการย่อพื้นผิวภูมิประเทศลงมาสร้างเป็นแผนที่ให้มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมแก่การนำไปใช้งาน
ดังนั้นมาตราส่วนของแผนที่จะบอกให้ทราบถึงอัตราส่วนการย่อระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศมาเป็นระยะในแผนที่
คือ
มาตราส่วนของแผนที่
=
ระยะในแผนที่ / ระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศ
ค.
การหาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่
1)
หาระยะตามแนวนอนโดยอาศัยมาตราส่วนแบบเศษส่วน
สามารถกระทำได้ด้วยการวัดระยะระหว่างจุดที่ต้องการทราบระยะบนแผนที่ด้วยบรรทัด
ได้ระยะเท่าไรแล้วนำไปคูณกับตัวเลขที่เป็นส่วนของมาตราส่วนแผนที่
2)
หาระยะตามแนวนอนโดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด
การหาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่โดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด
( Graphic Scale or Bar Scale ) นั้น
ไม่มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการคำนวณเพราะตามปกติแล้วแผนที่
ภูมิประเทศแบบลายเส้นทั่ว
ๆ
ไปจะมีมาตราส่วนแบบบรรทัดพิมพ์ติดไว้ที่นอกขอบระวางด้านล่าง
อย่างเช่นแผนที่ชุด
L 7017
มีมาตราส่วนแบบบรรทัดพิมพ์ไว้ถึง
4
ชนิดตามหน่วยวัดความยาว
คือ เป็นไมล์
เมตร หลา
และไมล์ทะเล
เพียงแต่ใช้วิธีการรังวัดเปรียบเทียบก็จะทราบระยะตามต้องการ
3)
หาระยะตามแนวนอนในแผนที่ที่ไม่ปรากฏมาตราส่วน
ในกรณีที่ไม่ทราบมาตราส่วนของแผนที่
จำเป็นต้องหามาตราส่วนของแผนที่ให้ได้เสียก่อน
แล้วจึงจะหาระยะระหว่างจุดใด
ๆ
ในแผนที่ดังกล่าวแล้วได้
การหามาตราส่วนของแผนที่สามารถกระทำได้
2 วิธีดังนี้
ก)
เปรียบเทียบระยะในแผนที่กับระยะในภูมิประเทศที่ตรงกัน
ข)
เปรียบเทียบกับแผนที่แบบอื่นที่คลุมพื้นที่บริเวณเดียวกันและทราบมาตราส่วนแล้ว
4) หาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่
โดยอาศัยล้อวัดระยะล้อวัดระยะเป็นเครื่องมือวัดระยะในแผนที่
ประกอบด้วยหน้าปัทม์บอกระยะ
ลูกล้อเล็ก ๆ
และด้ามถือบนหน้าปัทม์มีเข็มเล็ก
ๆ
คล้ายเข็มนาฬิกา
ทำหน้าที่ชี้บอกระยะที่ลูกล้อเคลื่อนที่ไปตามแนวของระยะที่ต้องการวัด
1. หน่วยในการกำหนดทิศทาง
ตามปกติหน่วยในการกำหนดทิศทางเป็นค่าของง่ามมุม
ซึ่งมีอยู่หลายระบบด้วยกัน
เท่าที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมี
3 ระบบ คือ
1) องศา ( Degree )
เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมที่ใช้อยู่อย่างแพร่หลายที่สุด
เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาใช้ในการวัดมุมที่ต้องการความละเอียดถูกต้องสูง
ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีหน่วยเป็นองศา
ลิปดา
และพิลิปดา
โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ
360 องศา 1
องศามีค่าเท่ากับ
60 ลิปดา และ 1
ลิปดา มีค่าเท่ากับ
60 พิลิปดา
2) เกรด ( Grade )
เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมที่มีใช้อยู่ในงานสำรวจด้านวิศวกรรมและงานก่อสร้างบางแห่ง
โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ
400 เกรด
ซึ่งเป็นหน่วยลงตัวง่ายๆ
3) มิล ( Mil )
เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมในกิจการทหารบางสาขา
เช่น
การบอกที่หมายเพื่อการยิงอาวุธของทหารราบ
หรือการตั้งยิงและปรับมุมยิงของปืนใหญ่
เป็นต้น โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ
6,400 มิล
2. เส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทาง
( Direction base lines )
การวัดสิ่งต่าง
ๆ
ย่อมต้องมีจุดเริ่มต้น
การวัดทิศทางก็ต้องมีแนวเริ่มหรือแนวทิศทางที่เป็นศูนย์
ซึ่งเรียกว่า
"เส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทาง"
ที่ใช้เป็นสากลอยู่ในปัจจุบันนิยมใช้แนวทิศเหนือเป็นทิศหลักซึ่งมีอยู่
3 ชนิด คือ
- ทิศเหนือจริง
( True North ) ได้แก่
แนวที่ลากจากจุดใดจุดหนึ่งบนพื้นผิวพิภพไปสู่จุดขั้วโลกเหนือ
เส้นลองจิจูดทุกเส้นชี้ไปในทิศทางของทิศเหนือจริง
แนวทิศเหนือจริงในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐาน
ปัจจุบันใช้รูปดาวเป็นเครื่องหมาย
- ทิศเหนือแม่เหล็ก
( Magnetic North ) คือ
แนวทิศเหนือที่กำหนดขึ้นโดยใช้เข็มทิศแม่เหล็กในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐานปัจจุบัน
ใช้รูปหัวลูกศรซีกเดียวเป็นเครื่องหมายแสดงแนวทิศเหนือแม่เหล็ก
- ทิศเหนือกริด
( Grid North ) คือ
แนวทิศเหนือที่ขนานกับเส้นกริดในทางตั้ง
ในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐานปัจจุบันใช้อักษร
GN
เป็นเครื่องหมายกำกับแนวทิศเหนือกริด
3. อาซีมุทและอาซีมุทกลับ
( Azimuth and Back Azimuth)
- วิธีกำหนดทิศทางที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
คือการใช้ค่าอาซีมุท
อาซีมุท คือ
ค่าของมุมราบที่นับเวียนตามเข็มนาฬิกาจากเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางไปยังทิศทางของที่หมาย
เนื่องจากเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางมี
3 ชนิด อาซีมุทจึงมี
3 ชนิด
ตามไปด้วยคือ
ก) อาซิมุทจริง
( True Azimuth ) คือ อาซิมุทที่วัดจากแนวทิศเหนือจริงเป็นเส้นฐานในการกำหนดทิศทาง
ข) อาซิมุทแม่เหล็ก
( Magnetic Azimuth ) คือ อาซิมุทที่วัดจากแนวทิศเหนือแม่เหล็กเป็นเส้นฐานในการกำหนดทิศทาง
ค) อาซิมุทกริด
( Grid Azimuth ) คือ อาซิมุทที่วัดจากแนวทิศเหนือกริดเป็นเส้นฐานในการกำหนดทิศทาง
- อาซีมุทกลับ
คือ
ค่าของมุมราบที่นับจากแนวเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางเวียนตามเข็มนาฬิกาไปยังทิศทางที่อยู่ตรงข้ามกับทิศทางของที่หมาย
ค่าอาซีมุทกลับหาได้จากค่าอาซีมุท
คือ เอา 180
องศา
บวกกับค่าอาซีมุทในกรณีที่ค่าอาซีมุทน้อยกว่า
180 องศา
แต่ในกรณีที่ค่าอาซีมุทมากกว่า
180 องศา
ให้เอา 180
องศา ลบออก
4. แบริ่ง ( Bearings)
แบริ่ง ( Bearing )
เป็นระบบการบอกทิศทางแบบหนึ่งซึ่งการบอกทิศเป็นค่าง่ามมุมนับจากแนวอ้างอิงส่วนเหนือหรือส่วนใต้เวียนตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาไปสู่แนวที่หมาย
ค่าแบริ่งจะอยู่ระหว่าง
1- 90
องศาหรือเศษหนึ่งส่วนสี่ของวงกลม
การกำหนดค่าแบริง
จะต้องบอกข้อมูลที่จำเป็นต่อไปนี้
- แนวอ้างอิงที่จะใช้เพื่อการวัด(
ส่วนเหนือหรือส่วนใต้)
- ขนาดง่ามมุม
- ทิศทางที่จะวัดค่ามุมเวียนไปทางตะวันออกหรือตะวันตก
- วิธีการบอกตำแหน่งในแผนที่
โดยอาศัยระยะและทิศทาง
ระยะที่จะใช้ในการบอกตำแหน่งของจุดใด
ๆ ในแผนที่
คือ
ระยะตามแนวนอนที่วัดได้ในแผนที่นั้น
สำหรับทิศทางที่ใช้ประกอบในการบอกระยะอาจจะใช้ค่าอาซีมุทหรือแบริ่งได้
หน่วยในการบอกระยะและทิศทางสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวกและความเหมาะสม
การบอกตำแหน่งด้วยวิธีนี้
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
"การกำหนดตำแหน่งโดยอาศัยพิกัดโพล่าร์"
ที่มา
พินิจ
ถาวรกุล , พ.ท. การอ่านแผนที่และรูปถ่ายทางอากาศ
.กรุงเทพมหานคร
|