เอาง่ายๆ ก็ช่วงที่เสื้อแดงป่วนกรุงในเดือนเมษายน 2552 หากใครบังเอิญไปอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็คงจะอารมณ์เสียแน่นอน เพราะเหล่าผู้ (อ้างว่า) รักประชาธิปไตยนั้น ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ยอมให้ใครผ่านไปผ่านมา จนสร้างความตึงเครียดให้กับผู้ที่ต้องพึ่งพิงอาศัยถนนเส้นนั้นกันถ้วนหน้า
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ 'เลขดัชนีความสุข' จากการวิจัยของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) จะออกมาแบบคาบลูกคาบ โดยเฉพาะช่วงเมษาฯ โหด ที่พบว่าคนไทยมีความสุขเพียงแค่ 5.7 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนเท่านั้น จนกระทั่งเดือนต่อมา หลังรัฐบาลปราบจลาจลเสื้อแดงเรียบร้อยแล้วคะแนนจึงกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.18 คะแนน
และในปลายสัปดาห์นี้ก็จะมีม็อบเสื้อแดงครั้งมโหฬารในเมืองกรุงและต่างจังหวัดอีกแล้ว คนไทยทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัดคงต้องเครียดกันอีกคำรบเพิ่มเป็นทวีคูณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
'ชาวกรุง' เครียดหนักกว่าเพื่อน
จากความเครียดที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง คนที่รับภาระหนักที่สุด เห็นจะไม่พ้นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ เอง เพราะความวุ่นวายส่วนใหญ่ก็เกิดบนพื้นที่นี้นี่เอง
จากคำยืนยันของ พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าสาเหตุของความเครียดของคนกรุงนั้นมาจากหลายปัจจัยเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต
อย่างพฤติกรรมการรับข่าวสารข้อมูล คนกรุงส่วนใหญ่มักรับข่าวมากและเร็วเกินไป จนทำให้กระบวนการแยกแยะและจัดการข้อมูลจำนวนมีปัญหา และนำมาสู่ความสับสนได้
ที่สำคัญข้อมูลที่เข้ามาส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นในเชิงลบเสียมากกว่าเชิงบวก และเมื่อรับมามากๆ ก็ทำให้เกิดการสั่งสม จนกลายเป็นมลพิษทางสมอง และก่อให้เกิดความเครียดในที่สุด
“อย่างเรื่องของการจราจร สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่ดำเนินไป ก็เป็นตัวการสำคัญเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ วิถีชีวิตของคนเมืองเป็นวิถีของการแข่งขัน เร่งรีบ ไม่เหมือนกับชีวิตที่เงียบสงบในชนบท เราจะเห็นได้ว่า คนที่มีชีวิตในชนบทมักจะใจเย็นกว่าคนเมือง คือเขามีเวลาที่จะคุยกัน มีเวลาพัก แต่คนในกรุงใช้ชีวิตแบบคนในวงจรอุตสาหกรรม ก็เลยไม่มีเวลาพักผ่อน”
แน่นอนเมื่อต้องเจอกับสภาพเช่นนี้ทุกๆ วัน หนทางการเยียวยาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ พ.ญ.มาลินี เล่าว่า ทางออกที่ดีที่สุด สำหรับเรื่องนี้คงต้องเริ่มที่ตัวเองเป็นหลัก โดยเฉพาะการฝึกมองโลกในแง่บวกให้เป็น
“เมื่อเรามีความเจริญที่เร็ว เมื่อคนเครียดมาก กระทบกระทั่งกันหน่อยก็โมโหกันแล้ว มันไม่ได้ถูกฝึกสอนมาให้มีความคิดแง่บวก ทั้งสื่อหรือสิ่งอื่นๆ รอบๆ ตัวล้วนนำเสนอแง่ลบมากกว่าแง่บวก ดังนั้นความเครียดในสังคมเมืองจึงมากขึ้น ซึ่งถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ คนในสังคมต้องคิดกันในแง่บวกมากขึ้น”
|
ทางออกใหม่ของคนกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการปรับทัศนคติอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้เสมอไป ไม่เช่นนั้น ในปี 2551 คงไม่พบผู้ป่วยทางจิตทั่วประเทศมากถึง 1,340,064 คน โดยในจำนวนนี้กรุงเทพฯ ก็เหมาไป 10 เปอร์เซ็นต์แล้ว คือ 144,193 คน แถมบางรายยังมีอาการน่าเป็นห่วงจนถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายเลยก็มี
ด้วยเหตุนี้เอง กรุงเทพมหานครจึงคลอดโครงการใหม่ขึ้นมา โดยจัดรถโมบายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนรถทัวร์ออกมาให้บริการไปทั่วกรุงไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล หรือธนาคาร ในนามของ 'รถคลายเครียด' ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553
โดยภายในรถ นอกจากจะมีคนขับรถแล้ว ก็ยังมีทีมงานสหวิชาชีพ อันประกอบไปด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาลจิตเวช จากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ประจำอยู่เพื่อคอยให้คำแนะนำ พร้อมกับอุปกรณ์คลายเครียดอีกมากมาย
ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ประจำรถเองก็ต้องผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี แม้แต่คนขับรถเอง ก็ต้องมีการทดสอบสุขภาพจิตว่า ต้องอารมณ์ดีตลอดเวลา ไม่หงุดหงิดกับอะไรง่ายๆ เช่น เวลาเจอรถติด หรือการรออยู่เฉยๆ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่บนรถพูดคุยกับคนไข้
“ผมขับรถคลายเครียดตั้งแต่เปิด อยู่ตั้งแต่เช้า 8 โมงครึ่ง จนถึง 3 โมงเย็น แต่ผมไม่เคยเครียดเลยนะ สบายมาก เพราะเวลาว่างๆ ผมก็จะหาอะไรทำไป เช็กอุปกรณ์ในรถบ้าง หรือไม่ก็รอจัดคิวให้เขา แต่จะมีเซ็งบ้างเวลาหาที่จอดรถนี่แหละ เพราะบางทีเขาไม่ได้เตรียมไว้ให้เรา แต่ผมก็เฉยนะ ชินซะแล้ว (หัวเราะ)” อำไพ ฟักประดิษฐ์ศร พนักงานขับรถเล่าประสบการณ์
ทะลวงไส้ 'รถคลายเครียด'
ถึงแม้รถคันนี้จะเขียนตัวหนังสือไว้โต้งว่า 'คลายเครียด' แต่เชื่อว่าหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วตกลงว่ามันจะคลายเครียดกันอย่างไร แน่นอนเรื่องนี้ไม่พิสูจน์แล้วจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ...จริงไหม!!!
|
รู้กันอยู่แล้ว...ว่าถึงรถนี้จะคลายเครียด แต่ด้วยความเป็นรถของราชการ ดังนั้นก่อนจะทำอะไรต่อไปนั้น ผู้ใช้จึงต้องมาลงทะเบียนกันตามระเบียบเสียก่อน ซึ่งจากคำบอกเล่าของ อรพิน บุญรัตน์ เจ้าหน้าที่ประจำรถ กล่าวว่า โดยปกติแล้วจะมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 40 คนขึ้นไป โดยยอดสูงสุดนั้นอยู่ที่ 100 คน ซึ่งเวลาที่เป็นที่นิยมสุดๆ ก็คงต้องยกให้ช่วงพักเที่ยงเป็นหลัก เพราะเป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ ที่รถเอาไปจอดนั้น จะปล่อยให้พนักงานลงมาใช้บริการ
|
เมื่อลงทะเบียนเสร็จ ก็ถึงขั้นตอนของการรอ (อันนี้เฉพาะช่วงที่คนเยอะมากๆ) ซึ่งระหว่างนี้บรรดาผู้รอทั้งหลายก็จะมีกิจกรรมยามว่างทำ เช่น นั่งดูโทรทัศน์ที่อยู่บนรถ อ่านหนังสือที่เตรียมให้ หรือเล่นกับตู้เรียนรู้ทางสุขภาพ ซึ่งภายในนั้นจะมีคำแนะนำต่างๆ มากมาย เช่น การคำนวณความเหมาะสมของน้ำหนักและส่วนสูง โปรแกรมอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคุณผู้หญิง หรือแม้แต่แนะนำแหล่งให้คลินิกสุขภาพของกรุงเทพมหานคร
|
หลังจากรอให้ห้องว่างเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวของการเข้าห้องตรวจ ซึ่งจะมีอยู่ 3 ห้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพต่างๆ เป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยก่อนอื่นคนไข้จะต้องทำแบบประเมินความเครียดจำนวน 20 ข้อ ที่จะมีคำถามอย่างเช่น คุณนอนไม่หลับเพราะคิดมากหรือกังวลใจหรือเปล่า รู้สึกหงุดหงิด หรือรำคาญใจบ้างหรือไม่ ซึ่งคุณจะต้องเลือกตอบใน 4 ตัวเลือกคือไม่เคยเลย (0 คะแนน) เป็นครั้งคราว (1 คะแนน) เป็นบ่อยๆ (2 คะแนน) เป็นประจำ (3 คะแนน) โดยตรงนี้ขอให้ตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการปรึกษาเอง
โดยวิธีการประเมินคะแนนก็คือ หากได้คะแนน 0-5 คะแนนแสดงว่าเครียดน้อยกว่าปกติ 6-17 คะแนน แสดงว่าเครียดในระดับปกติ 18-25 คะแนน แสดงว่าเครียดสูงกว่าปกติเล็กน้อย 26-29 คะแนน แสดงว่าเครียดสูงกว่าปกติปานกลาง และ 30 คะแนนขึ้นไป แสดงว่าเครียดสูงกว่าปกติมาก
“การกรอกแบบประเมินถือเป็นการคัดกรองในเบื้องต้น คืออยู่ดีๆ เราจะไปมองหน้าคนโน้นเครียด คนนี้เครียดก็คงไม่ได้ใช่ไหมครับ แล้วหากคุยไปเลย บางทีเขาอาจจะไม่ยอมรับหรือไม่บอก ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องมือในการประเมินว่าเขามีความเครียดระดับไหน” ณัฐสิทธิ์ คุปต์เสถียรวงศ์ นักจิตวิทยาแจงสี่เบี้ยถึงแบบทดสอบ 20 ข้อ
อย่างไรก็ตาม แบบประเมินนี้ก็เป็นแค่ปฐมบท ไม่สามารถวัดผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และถือเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพูดคุยเท่านั้น โดยผู้ให้คำปรึกษาจะลองพูดคุยกับผู้รับบริการว่า ทำไมถึงเจอปัญหาแบบนี้ ตลอดจนแนะแนววิธีบรรเทาปัญหา เช่นการสอนให้ฝึกการหายใจในกรณีของคนที่มีปัญหาเสียงสั่น ปากสั่น เวลาไม่สบายใจ
“เมื่อเราแสดงเจตนาที่ดี ผมว่าเขาก็พร้อมจะคุยกับเรานะ ส่วนใหญ่วิธีที่เราทำก็คือการรับฟัง เพราะถ้าเราไปให้คำแนะนำเลยก็มักจะไม่ได้ผลหรอก เพราะมันไม่ต่างกับที่คนรอบข้างไปสั่งเขา แต่ในแง่ของการให้คำปรึกษา ก็คือต้องรับฟังโดยไม่ไปตัดสินว่าเขาเป็นคนยังไง หรือมีความคิดยังไง เรารับฟังทุกอย่าง แม้บางทีปัญหาจะไม่ถูกแก้ไขก็ตาม แต่เมื่อเขาได้ระบาย ความเครียดก็จะลดลงไปบ้าง แล้วเขาก็จะมีความสุขมากขึ้น”
แต่หากปัญหาดังกล่าวหนักเกินไป และมีอาการน่าเป็นห่วง เจ้าหน้าที่ก็จะแนะนำให้บุคคลนั้นไปพบกับจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
“บริการแบบนี้ มันดีอย่างหนึ่ง คือคนส่วนใหญ่ที่มา เขาเข้ามาด้วยความเต็มใจ ไม่ค่อยปิดบังอะไร โดยหน้าที่ของผู้ให้คำแนะนำก็คือ ต้องค้นหาปัญหาว่าจะเป็นอย่างไร หากปัญหามันใหญ่เกินไป เราก็จะแนะนำให้เข้าไปคลินิคสุขภาพของ กทม. โดยเราจะเป็นผู้นัดและแนะนำให้” นงลักษณ์ หรรษาพันธุ์ พยาบาลวิชาชีพชี้แจง
|
พอคุยกันผู้ให้คำแนะนำเสร็จ ผู้รับบริการก็มักจะหากิจกรรมคลายเครียดทำ โดยในรถก็จะมีทั้งวิดีโอสอนโยคะ หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่ที่เด็ดสุดๆ คงต้องยกให้เก้าอี้นวดไฟฟ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่บนรถบอกว่าคุณสมบัติเยี่ยมกว่าเก้าอี้นวดทั่วไปเพราะสามารถนวดทั้งตัว โดยเก้าอี้นวดนี้เป็นที่นิยมมาก ถึงขนาดบางคนยังไม่ทันรับคำปรึกษาก็ขอไปนวดให้สบายอารมณ์ก่อนก็มี
“ระยะเวลานวดโดยปกติที่เครื่องตั้งเอาไว้คือ 20 นาที แต่หากคนรอคิวเยอะมากๆ ก็อาจจะเหลือแค่ 5-10 นาที” อรพินเล่าถึงความนิยมของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวนี้
เมื่อทำกิจกรรมหรือพูดคุยจนความเครียดลดลงแล้ว ผู้ใช้บริการก็ถึงเวลาเตรียมพร้อมไปรับกับศึกหนักของชีวิตกันต่อไป
ช่วยได้จริงหรือไม่?
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยกันแล้วใช่ไหมว่า รถแค่นี้จะไปคลายเครียดได้จริงๆ เหรอ แน่นอนผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ก็คงต้องเป็นผู้เข้ามาใช้บริการนั่นเอง
ณัฐรินีย์ จินดาบรรเจิด พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์หลังขึ้นรถคลายเครียดว่า ช่วยลดความเครียดได้พอสมควรแต่ไม่ทั้งหมด
“สาเหตุที่เข้ามาใช้ เพราะเราอยากรู้ระดับความเครียดของตัวเองว่าแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาก็เครียดหลายเรื่องนะ ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว สุขภาพ สารพัด แต่พอเราทำงานมากก็เลยไม่รู้ว่าเครียดสูงแค่ไหนแล้ว ซึ่งอันนี้มันก็ช่วยได้บ้าง 50-50 โดยเฉพาะเวลาเรากรอกแบบสอบถามแล้วมีคนให้คำตอบ ก็เหมือนกับเราคุยกับหมอจิตวิทยา ซึ่งก็ช่วยผ่อนคลายขึ้น เพราะปัญหาบางอย่างเราก็ไม่สามารถคุยกับคนรอบข้างได้ คือบางเรื่อง ก็ไม่อยากให้คนที่รู้จักกันรู้เรื่องราวของเรา คือการมาคุยแบบนี้ก็เหมือนช่วยทำให้ระบายความรู้สึกใจของเราออกไปบ้าง แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม
“แต่จริงๆ ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็จะมีการตรวจสุขภาพด้วย เพราะบางทีความเครียดก็เกิดจากสุขภาพนี่แหละ และคนทำงานเองบางครั้งก็ไม่มีเวลาไปหาหมอหรอก บางคันเครียดมากความดันขึ้นสูง เราก็ไม่มีที่วัด นอกจากไปโรงพยาบาล แต่ถ้ารถมีให้มันก็ง่ายขึ้น”
ขณะที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกคน อย่าง ศิริวรรณ บุญประเสริฐศรี ก็ให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่าช่วยได้เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะเครื่องนวดไฟฟ้าที่นั่งแล้วสบายมาก
…...............
เรื่องของความเครียดเป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมมานาน และคงยากที่จะขจัดไปได้ เหมือนกับมะเร็งร้ายที่บางครั้งไม่อยากให้เกิดก็ดันเกิด ไม่ขจัดหรือสกัดกั้นก็ทำให้ทุกข์ใจ ไม่ดูแลก็ลุกลาม
ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดก็ควบคุมและจัดการไม่ให้มะเร็งความเครียดนั้นเจริญเติบโตไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มที่ตัวเองเป็นหลัก และหากไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องไปหาผู้ที่จะช่วยเหลือได้... อย่างรถคลายเครียดของกรุงเทพมหานครก็เช่นกัน แม้ทั้งมหานครจะมีอยู่คันเดียวก็จริง แต่อย่างน้อยก็ยังถือเป็นทางออกเล็กๆ ในยุคที่สังคมป่วยออดๆ แอดๆ เช่นนี้
..........
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : อดิศร ฉาบสูงเนิน
http://www.manager.co.th/ |